เก็บเงินเดือนละ 3000 ทำอย่างไรให้เงินเติบโต

  • @wollapoch
  • 29/11/2016
  • 0
aommoney2

การจะพบความมั่งคั่งได้เราจำเป็นที่จะต้องรู้จักกับการหารายได้ การใช้จ่ายให้เกิดประโยชน์สูงที่สุด และที่ขาดไม่ได้อีกอย่างก็คือการที่เราจะเลือกเก็บหอมรอมริบอย่างชาญฉลาดในการลงทุน หรือการให้เงินทำงานแทนเราเพื่อให้ได้ประสิทธิภาพของการสร้างความมั่นคงทางการเงินอย่างสูงสุด

แต่เพื่อนๆหลายคนคงมีคำถามกันว่า เงินที่เก็บในแต่ละเดือนนั้นเราจะนำไปลงทุนอะไรได้บ้าง เพราะจริงๆแล้วจำนวนเงินที่เก็บในแต่ละเดือนนั้นอาจจะดูไม่สามารถนำไปลงทุนอะไรได้เลย เสียเวลาคิดมากเกินกว่าเงินได้ตอบแทนจากการลงทุนเสียอีก แต่ความจริงแล้ว มีผู้คนจำนวนมากที่พวกเขาสามารถที่จะสร้างความมั่งคั่งได้จากการลงทุน โดยการใช้เงินต้นจำนวนไม่มาก หากทว่าสม่ำเสมอในทุกๆเดือน

และในวันนี้เราจะมาขอสมมติตัวเงินในระดับกลางๆว่าเราสามารถสะสมเงินได้เท่ากันทั้งหมดเป็นจำนวนเงินเดือนละสามพันบาท แล้วที่นี้เราจะนำไปทำอะไรดี วันนี้เราจะขอนำเสนอทางเลือกของเงินออมให้ฟังทั้งหมด 6 วิธี โดยที่เพื่อนๆอาจคิดจะลงทุนในวิธีที่ 7  ก็ไม่ผิดอะไร  เพียงแค่ขอให้เรารู้ข้อดี ข้อเสีย เหตุผล และทางเลือกของการลงทุนของเราให้ได้ดีที่สุดเท่านั้นเองครับ

วิธีที่หนึ่ง  การฝากธนาคาร กินดอกเบี้ย
เรานำเงินจำนวนนี้ไปฝากประจำในธนาคารต่างๆ โดยดอกเบี้ยฝากประจำโดยเฉลี่ยนั้นอยู่ที่ 2-3% วิธีการเลือกลงทุนวิธีนี้จึงดูว่ามีผลตอบแทนที่ต่ำ เพียงแค่ไม่ให้มูลค่าเงินจมหายไปกับอัตราเงินเฟ้อเพียงเท่านั้น แต่ข้อดีของมันคือมีสภาพคล่องที่สูง และมีความเสี่ยงที่ต่ำครับ วิธีนี้จึงเหมาะกับผู้ที่ยังมีความรู้ไม่มาก และยังมีเงินสำรองไว้ใช้ในช่วงฉุกเฉิน โดยเงินที่ควรมีอยู่ในบัญชีเงินฝากชนิดต่างๆของเรา และควรมีเงินในบัญชีในยามฉุกเฉิน รวมกันเป็นจำนวนอย่างน้อยหกเดือนของรายได้  เพื่อไม่ให้เราเป็นหนี้หรือไม่มีเงินใช้เมื่อเกิดเหตุสุดวิสัยต่างๆนั่นเอง

 

วิธีที่สอง  สลากออมสิน หรือ สลากธกส.
เราสามารถที่จะนำไปซื้อสลากออมสิน หรือสลากธกส.  ทางเลือกนี้นั้นแม้ดอกเบี้ยจะต่ำกว่าการฝากเงินฝากประจำในบัญชี โดยมีอัตราดอกเบี้ยเพียงแค่ประมาณ 1 % ต่อปีเท่านั้น แต่ทว่าเราจะได้ลุ้นรางวัลทุกเดือน ซึ่งถ้าเราถูกรางวัลใหญ่ๆขึ้นมามันก็คุ้มแสนคุ้ม แต่อย่างไรก็ตามโอกาสถูกก็ไม่ได้มากมายอะไร คือเราสามารถพักเงินไว้ได้จำนวนหนึ่ง แต่ถ้าเอาเงินมาลงทุนกับสลากเหล่านี้ทั้งหมดก็ดูจะไม่คุ้มเท่าไร เพราะหากไม่ถูกรางวัลใดๆเลย ผลตอบแทนที่ได้จะน้อยกว่าอัตราเงินเฟ้อ ซึ้งก็อาจกล่าวให้เข้าใจได้ง่ายๆว่า เงินของเรามูลค่าจะน้อยลงไปตามกาลเวลานั่นเอง

 

วิธีที่สาม  กองทุนตราสารหนี้ หรือกองทุนตลาดเงิน
โดยมีผลตอบแทนประมาณ 3-4%  อย่างไรก็ตามกองทุนตราสารหนี้และกองทุนตลาดเงินนี้จะมีความเสี่ยงที่มากขึ้น กล่าวคือเงินของเราอาจลดลงได้ เช่น เราใส่เงินไปสามพันบาท หากกองทุนราคาลดลง เราก็อาจเหลือเงินเพียง 2800 บาทเป็นต้น อย่างไรก็ตามกองทุนทั้งสองประเภทนี้เป็นกองทุนที่มีความผันผวนและโอกาสการขาดทุนที่ค่อนข้างต่ำมากทีเดียว

 

วิธีที่สี่  กองทุนตราสารทุน หรือกองทุนตลาดทุน
การเลือกลงทุนในตราสารทุน หรือหุ้น และกองทุนรวมหุ้นประเภทต่างๆนั่นเอง การลงทุนในหุ้นนั้นมีข้อดีก็คือสามารถให้ผลตอบแทนได้สูง โดยอัตราผลตอบแทนเฉลี่ยของตลาดหุ้นไทยในรอบสิบปีที่ผ่านมาอยู่ที่ประมาณ 10-15 percent ต่อปี อย่างไรก็ตามการลงทุนในหุ้นและกองทุนหุ้นนั้นจะมีความผันผวนค่อนข้างมาก โดยเฉพาะการลงทุนในระยะสั้น กล่าวคือมีโอกาสกำไรสูงก็มีโอกาสที่จะขาดทุนสูงด้วยเช่นกัน  แต่ก็ยังมีวิธีที่จะลดความเสี่ยง แม้มีความผันผวนมาก  คือการสะสมหุ้นๆ ไปเรื่อยๆ ด้วยการถัวเฉลี่ยหุ้น แต่วิธีนี้ต้องศึกษาอย่างละเอียด มีหลายปัจจัยที่ต้องพิจารณา ก่อนที่จะลงเล่นกองทุนตราสารทุนหรือหุ้น

 

วิธีที่ห้า ลงทุนในสินทรัพย์
การลงทุนในสินทรัพย์ทางเลือกอื่น เช่นการลงทุนในทองคำ หรือการลงทุนในกองทุนน้ำมันเป็นต้น สำหรับการลงทุนในรูปแบบนี้จำเป็นที่จะต้องมีความรู้และวิเคราะห์แนวโน้มของราคาสินทรัพย์ชนิดนั้นๆให้ได้ เพราะสินทรัพย์เหล่านี้โดยตัวมันเองไม่สามารถทำกำไรเป็นกระแสเงินสดได้ แตกต่างจากหุ้นที่เป็นธุรกิจต่อให้เราติดดอยบางทีก็ยังได้ปันผลซึ่งเป็นกำไรจากการดำเนินงาน อย่างไรก็ตามการลงทุนในสินทรัพย์ทางเลือกนี้มีข้อดีคือสามารถที่จะสร้างผลตอบแทนได้สูงมากหากลงทุนถูกจังหวะ เช่น อาจได้กำไรมากถึง 30 percent ต่อปี อย่างไรก็ตาม ในทางกลับกัน ถ้าลงทุนในจังหวะที่ผิดก็จะทำให้เกิดการขาดทุนอย่างหนักมากๆเช่นกัน

 

วิธีที่หก ลงทุนในอสังหาริมทรัพย์
การลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ บางคนอาจจะกำลังสงสัยว่าถ้ามีเงินเพียงแค่สามพันต่อเดือนนั้นเราจะสามารถลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ได้ไหม คำตอบก็คือการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์เราจะเลือกใช้เงินของคนอื่นเป็นหลักครับ ซึ่งในที่นี้ก็คือการใช้เงินของธนาคารนั่นเอง โดยเราจะทำการกู้เงินธนาคารเพื่อมาซื้ออสังหาริมทรัพย์ที่ต้องการ ตัวอย่างเช่น คอนโดมีเนียม เป็นต้น เมื่อสามารถกู้ได้แล้วเราอาจต้องวางเงินจำนวนหนึ่งลงไปก่อน เรียกว่าเงินดาวน์ หลังจากนั้นเราจึงค่อยๆ ผ่อนชำระเป็นรายเดือนให้แก่ธนาคารไป ทีนี้บางคนอาจเกิดคำถามว่าเราจะนำเงินที่ไหนมาผ่อนธนาคาร คำตอบก็คือเราก็นำอสังหาริมทรัพย์นี้ไปให้ผู้อื่นเช่าต่อ ในอัตราราคาที่สูงกว่าดอกเบี้ยของธนาคาร เพียงเท่านี้ก็เหมือนมีคนมาผ่อนบ้านให้เราแล้ว อย่างไรก็ตามถ้าต้องการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์สักแห่งไม่ใช่เรื่องเล็กค่ะ เราจำเป็นที่จะต้องหาข้อมูลอย่างครบถ้วนเสียก่อน

 

วิธีสุดท้าย ลงทุนให้กับตัวเองในการเสริมทักษะและความรู้
อย่าลืมที่จะเลือกแบ่งเงินมาบางส่วนเพื่อที่จะนำมาใช้ในการลงทุนในความรู้ให้กับตัวเองและพัฒนาฝีมือทักษะ ทั้งนี้ก็เพื่อที่จะเพิ่มมูลค่าของตัวเอง เพื่อให้ได้รายได้ที่เพิ่มมากขึ้น และเพื่อเพิ่มความฉลาดในการลงทุนของตัวเองนั่นเอง

เห็นไหมครับว่าแม้เงินจะไม่มากแต่เราก็สามารถเลือกทางการลงทุนได้หลากหลายประเภท ขึ้นกับความถนัดและความเสี่ยงที่เรายอมรับได้ครับ

ให้บริการปรึกษาวางแผนการเงิน
* การลงทุน หุ้น กองทุนรวม
* วางแผนภาษี คนที่มีรายได้ประจำ รายได้อิสระ เจ้าของธุรกิจ
* ออบแบบแผนรายได้หลังเกษียณ ไม่ทำงานแล้ว จะมีรายได้จากช่องทางใดบ้าง
* วางแผนสุขภาพ  ป้องกันค่ารักษาพยาบาลก้อนโตในอนาคต ด้วยจ่ายตามจริงแบบเหมาจ่าย

ติดต่อ : วรพจน์ @ ที่ปรึกษาการเงิน “Fin2Infinity”
> Line ID : fin2infinity
> TEL : 063-2259898
> fanpage : Fin2Infinity
> ที่ตั้ง OFFICE @ อาคารพหลโยธินเพลส ติด BTS อารีย์

บทความโดย MoneyCare

Previous «
Next »

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

*

code